hspotlight

AI Coding: เลือกทั้ง 2 อย่าง ไม่ต้องเลือกอย่างเดียว

· 2 min read
AI Coding: เลือกทั้ง 2 อย่าง ไม่ต้องเลือกอย่างเดียว

เมื่อขีดจำกัดหายไป: จินตนาการคือข้อจำกัดเดียว

เมื่อข้อจำกัดต่างๆเริ่มหายไป จินตนาการคือข้อจำกัดเดียวที่เหลืออยู่

ยุค AI และการเปลี่ยนแปลงของการทำซอฟต์แวร์

ในยุคก่อน AI เราต้องแก้ปัญหาและเขียนโค้ดด้วยตัวเอง แต่ในยุค AI นั้นมีความสามารถในการลงมือทำ (Execution) สูงขึ้นมาก มากจนที่ลดการใช้ Human Effort เยอะจนน่ากลัว

หากคุณยังไม่ได้นำ AI มาใช้ทำซอฟต์แวร์ คุณกำลังพลาดโอกาสที่จะเห็นความเป็นไปได้ใหม่ คนอื่นเริ่มเห็นและออกตัวไปไกลแล้ว

แต่เราพร้อมที่จะเสียอะไรบางอย่างหรือป่าว

ความสนุกที่เราต้องยอมแลก

ถ้าเราให้ AI เขียนโค้ด นั้นแปลว่าเราจะไม่ได้เขียนเอง

การแก้ปัญหาซอฟต์แวร์คือความสนุกของการเป็น Developer การได้แก้ปัญหาด้วยตัวเองจนสำเร็จ คือมันชัยชนะเล็กที่เราได้ในแต่ละวัน และเราได้ฝึกกล้ามเนื้อความคิดอยู่สม่ำเสมอ

การที่เราโยนทุกอย่างให้ AI ทำหมด นอกจากเราจะโดนพรากความสนุกไปแล้ว สมองเราจะยิ่งเสื่อมถอยลง เพราะเราหยุดคิดและรอแต่ผลลัพธ์

เลือกทั้ง 2 อย่างได้

แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราเลือกทั้ง 2 อย่างได้

  • เลือกทำเองบางส่วน เพื่อให้เรายัง maintain และพัฒนา logic ให้แข็งแกร่ง
  • เลือกให้ AI Coding บางส่วน เพื่อเพิ่ม productivity และ scale output

นอกจาก AI Coding จะช่วยงานเรา ยังช่วยเรื่องสมองด้วยนะ

บริหารงบประมาณสมอง (Cognitive Budget)

เรามี งบประมาณสมอง (Cognitive Budget) หรือพลังงานสมอง ในแต่ละวันอยู่อย่างจำกัด ประมาณ 2-4 ชม (ขึ้นอย่างกับว่า เราพักผ่อนดีแค่ไหน และเราผลาญมันเร็วแค่ไหนในแต่ละวัน)

ทุกการประเมิณทางเลือก ทุกการตัดสินใจ โค้ดทุกบรรทัดที่เขียน นั่นใช้ Cognitive Budget ทั้งนั้น และฮงเชื่อว่าทุกคนเคยอยู่ในสภาวะ สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ตัดสินใจเรื่องยากไม่ค่อยได้ (Decision Fatigue) ช่วงท้ายๆวัน นั้นเพราะเราใช้ พลังงานสมองหมดแล้ว

แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น Cognitive Budget สำคัญมาก มีจำกัดและฟื้นฟูยาก ควรเก็บไว้ใช้กับเรื่องสำคัญ เช่นการตัดสินใจที่ซับซ้อน อย่าง Design Solution หรือ Direction ของทีม

AI Coding นอกจากช่วยงานเรา คืนเวลาให้เรา ยังมอบโอกาสให้เราได้ทำเรื่องที่ยากและท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง เป็นคนที่ดีขึ้นในแต่ละวัน

Step Up: เป็น Tech Lead ของกองทัพ AI

เมื่อ AI เข้ามาช่วยเขียนโค้ด ทำงานระดับ Execution บทบาทของเรา จะเปลี่ยนไปจาก Developer สู่ Tech Lead

  • หาก Developer คือคนที่ทำซอฟต์แวร์ได้ด้วยตัวเอง
  • Tech Lead คือผู้นำที่คอยกำหนดทิศทางของทีม (ทีมที่มีแค่เรา และ AI เป็นน้องในทีมนะ)

แม้ในช่วงแรก AI หรือ “Junior AI” ของคุณอาจจะทำงานพลาดไปบ้าง ทำผิดๆถูกๆ ไม่ตรงตามที่ต้องการ แต่นั่นมันก็เป็น learning journey ที่เราต้องคอยชี้แนะ ให้ถูกต้อง

สิ่งนี้ก็เหมือนกับยุคก่อน AI Senior คอยสอนงานน้อง Junior อย่างไร เราก็สอนงาน AI อย่างนั้น

หน้าที่ของคุณที่ต้องวางระบบ (System) และสอนมันผ่านการปรับ Prompt และให้ Context ที่ถูกต้อง

แยกแยะหน้าที่ให้ชัด

  • AI คือแรงงานขยันที่ไม่บ่น
  • คุณคือเข็มทิศที่แม่นยำ

Engineering Practice ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร

Engineering Practice ในการทำซอฟต์แวร์ ที่เรามองว่าดี เราให้ AI ช่วยทำตาม Practice นั้นได้นะ

AI นะ ทำตาม Prompt ที่เราเขียน เขียนอย่างไรก็ได้อย่างนั้น สั่งลอยๆ สั้นๆ AI ก็ไม่รู้หรอกว่าเราอยากได้อะไร สุดท้ายก็เจนโค้ดออกมาไม่ตรงใจ

พิมพ์ให้ละเอียด ใส่ให้ชัดๆ

  • ให้วางแผนทำงานก่อนเริ่ม ลงมือทำ
  • กำหนด Acceptance Criteria ให้ชัดเจน
  • list file ที่ต้องแก้ไข
  • ใช้แนวคิด TDD (Test-Driven Development) และ Shift-left testing
  • ต้องเป็น Production-ready commit และมี Clean commit messages

เมื่อคุณวางระบบดี ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ก็จะเป็น Software ที่ทรงพลังและมีคุณภาพ

ระบบการเรียนรู้: Plus-Minus-Next

คนเราเรียนรู้ผ่านการมองย้อนจากประสบการณ์ อะไรที่ดีก็ทำต่อ ไม่ดีก็ปรับปรุง

AI Coding ก็เช่นกัน สิ่งที่เราคิดว่า AI ทำได้ดีก็ให้ทำต่อไป อะไรที่ AI ทำไม่ถูกต้อง ก็ปรับ Prompt ให้ดีขึ้น

ถ้าเราไม่แน่ใจว่าจะปรับอะไร ให้ AI ทบทวนตัวเอง และบอกเรามาก็ได้

สิ่งที่สำคัญคือ Cycle การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

มันไม่ใช่แค่การสอน AI แต่คือการสร้าง ‘คู่หูทางปัญญา’ ที่จะเก่งขึ้นไปพร้อมกับระบบที่คุณวางไว้

หากวันนี้ยังไม่พร้อม ให้เริ่มต้นในจุดที่ยอมรับได้

หากการปล่อยให้ AI ทำทั้งหมด ให้ Permission ทั้งหมด มันฟังดูน่ากลัวเกินไป (มีข่าวมากมายที่พูดถึงความเสียหายจาก AI)

เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ AI ทำทั้งหมด เริ่มจาก small step เริ่มจากบางส่วนก่อนก็ได้ เช่นให้ AI ช่วย part การวางแผน หรือการคิด test plan

เริ่มจากการใช้งานง่ายๆที่มีความเสี่ยงต่ำ และค่อยๆทดสอบความสามารถของ AI ถ้าเรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ค่อยให้งานที่ยากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น

แล้วคุณจะค้นพบความสนุกในรูปแบบใหม่ (The Joy of Orchestration) เหมือนคุณกำลังกำกับวงออร์เคสตราที่เล่นเพลงได้ตรงตามใจคุณ คนที่มองอยู่ข้างสนามจะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกนี้ จนกว่าจะได้ลงมือปรับจูนด้วยตัวเอง

สรุปโดยหัวหน้าฮง

ความเป็นเลิศของมนุษย์ คือ “การคิด” ข้อจำกัดเดียวของเราคือจินตนาการ

เราใช้ AI เพื่อที่เราจะได้มีสิทธิ์ “เลือกปัญหาที่ควรค่าแก่การแก้” เพื่อให้เราได้มีเวลาครุ่นคิดมากขึ้น มีเวลาคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่

จงทำเรื่องครับ… เพราะในความยากนั้น มี “ตัวตนของคุณที่ดีกว่าเดิม” ซ่อนอยู่เสมอ